วันอาทิตย์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ชาวประมง โชคดีจับ "ล็อบสเตอร์สีฟ้า" ที่หายากได้ แต่เขากลับตัดสินใจไม่ขาย !

ชาวประมง โชคดีจับ "ล็อบสเตอร์สีฟ้า" ที่หายากได้ แต่เขากลับตัดสินใจไม่ขาย !


สำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานว่าชาวประมง รายหนึ่งได้โพสต์ภาพผ่าน Facebook ว่าเจ้าล็อบสเตอร์น้ำหนักเกือบ 1 กิโลกรัมตัวนี้ ถูกพบโดยสามีของเธอโดยบังเอิญ ต่อมาพวกเขาได้ให้ชื่อมันว่า บลู (Bleu)
พร้อมประกาศลั่น ว่า เจ้า(บลู) ตัวนี้นั้น จะไม่ไปลงหม้อใครอย่างแน่นอน เพราะ ตนเองนั้นจะนำไป มอบให้กับศูนย์ดูแลสัตว์น้ำโดยไม่คิดเงินแต่อย่างใด
เพราะพวกเขานั้น เห็นความสวยงามของ เจ้า (บลู) อย่างแท้จริงมันสวยงามกว่า ที่จะกลายไปเป็นอาหารของใคร และพวกเขา ก็ยังเชื่ออีกว่า การที่พวกเขานั้นได้ตัดสินใจมอบให้ศูนย์ดูแลนั้นจะทำให้มันมีโอกาสรอดมากกว่าที่จะกลับไปอยู่ในท้องทะเล จากมนุษย์ และจากสัตว์นักล่าอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน



เจ้าหน้าที่ดูแลสัตว์น้ำของศูนย์เองก็ยังประหลาดใจมาก เพราะโอกาสที่จะพบเห็นล็อบสเตอร์สีฟ้า มีเพียงราว 1 ใน 2 ล้านเท่านั้นเอง ไม่ใช่แค่เพราะโอกาสเกิดขึ้นจะน้อยแล้ว จากความผิดปกติของยีนนั้นยังหายากอีกด้วย สีที่โดดเด่นยังทำให้มันตกเป็นเหยื่อได้ง่าย การที่มันรอดมาได้จนมีตัวโตขนาดนี้นับว่าเป็นเรื่องที่หายากมาก ๆ ทั้งนี้ เจนเล่าต่อว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สามีเธอเจอล็อบสเตอร์สีฟ้านี้ แต่เมื่อปี 1990 เขาเคยเจอมันมาแล้วครั้งหนึ่ง ไม่แน่อาจจะเป็นลูกหลานของมัน หรืออาจจะเป็นตัวเดินก็เป็นได้



วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2559

สูตรทำหนอนน้ำหมักชีวภาพ อาหารกุ้งก้ามแดง


สูตรทำหนอนน้ำหมักชีวภาพ อาหารกุ้งก้ามแดง

 หนอนน้ำหมักชีวภาพ คือหนอนแมลงวันที่เกิดจากน้ำหมักพืช ผัก ผลไม้สุกในกระบวนการหมักแบบชีวภาพ พบได้กับการหมักน้ำหมักชีวภาพเพื่อใช้เป็นฮอร์โมนในการฉีดพ่นบำรุงพืชผักทั่วไป ลักษณะตัวหนอนจะมีสีขาว ลำตัวกว้างประมาณ 0.5 ซม. บนลำตัวมีขนใสเล็กๆไม่มากนัก ยาวประมาณ 1-2 ซม. วิธีการหมักน้ำหมักชีวภาพเพื่อให้ได้หนอนจำนวนมากๆเพื่อให้เพียงพอต่อการเลี้ยงไก่พื้นเมือง กบ หรือ ปลาดุก,กุ้งก้ามแดง ให้เกษตรกรเตรียมส่วนผสมและวิธีการทำ ดังนี้

วัสดุ-อุปกรณ์ 

- ผลไม้สุก เช่น กล้วยน้ำหว้า มะละกอ ขนุนสุกรวมๆกันหรือเท่าที่หาได้ 2 อย่างขึ้นไป 6 กิโลกรัม
- น้ำตาลทรายแดง 2 กิโลกรัม
- น้ำเปล่า 20 ลิตร
- ถังหมักขนาด 30 ลิตรมีฝาปิด

วิธีการทำ

- หั่นผลไม้สุกทั้งเปลือกเป็นชิ้นเล็กๆคนคลุกเคล้ากับน้ำตาลทรายแดงในถัง เติมน้ำเปล่าลงไป 20 ลิตรคนให้เข้ากันอีกรอบ ไม่ต้องปิดฝา ตั้งถังทิ้งไว้ใต้ต้นไม้หรือในที่ร่มอากาศถ่ายเทได้สะดวก 3 วัน
- หลังจากครบ 3 วันให้ปิดฝาให้สนิททิ้งไว้ 7 วัน
- หลังจากครบ 7 วันจะเริ่มมีตัวหนอนขึ้นแต่ตัวหนอนยังไม่โตเต็มที่ ให้ปิดฝาแบบหลวมๆ แง้มฝาถังนิดหน่อยให้อากาศสามารถเข้าได้ ทิ้งไว้อีก 7 วัน
- หลังจากครบอีก 7 วัน จะได้ตัวหนอนน้ำหมักตัวอ้วนๆขาวๆ สามารถนำไปเลี้ยงไก่พื้นเมือง เลี้ยงเป็ด เลี้ยงกบ เลี้ยงปลาดุกได้ ตัวหนอนจะเพิ่มปริมาณขึ้นๆทุก 2-3 วัน เกษตรกรควรเลี้ยงหนอนน้ำหมักชีวภาพไว้อย่างน้อย 2 ถังเพื่อสลับถังกันเก็บตัวหนอน ซึ่งจากปริมาณวัตถุดิบที่ใช้หมักดังกล่าวถ้าหมัก 2 ถังจะได้ตัวหนอนทุกๆวันประมาณวันละ 1-2 กิโลกรัม

ข้อแนะนำ 

     หนอนน้ำหมักจะเกิดขึ้นเองเรื่อยๆและอยู่ได้นานถึง 6 เดือน และเมื่อครบ 6 เดือนให้เติมเพิ่มผลไม้สุกลงไปในถัง 1 กิโลกรัม น้ำตาลทรายแดง 1 กิโลกรัมและน้ำเปล่าอีกประมาณ 5 ลิตร คนให้เข้ากันปิดฝาถังหลวมๆทิ้งไว้จะช่วยยืดอายุการผลิตตัวหนอนได้นานอีก 6 เดือน

วิธีการนำตัวหนอนน้ำหมักชีวภาพไปใช้

- หากนำไปเลี้ยงกุ้งก้ามแดง ควรระวังเรื่องน้ำ เพราะการให้อาหารสด น้ำจะเสียเร็วมากกว่าอาหารปกติ
- หากเกษตรกรต้องการนำไปเลี้ยงไก่พื้นเมืองหรือเลี้ยงเป็ด ให้นำตัวหนอนสดๆ 1 ส่วน ผสมกับรำอ่อน 1 ส่วน สามารถนำไปเลี้ยงเป็นอาหารมื้อหลักได้เลย
- หากเกษตรกรต้องการนำไปเลี้ยงปลาดุก สามารถนำไปเลี้ยงแบบสดๆโดยไม่ต้องผสมอะไร ให้นำไปหว่านในบ่อเลี้ยงปลาดุกทุกๆเช้า-เย็นได้เลย แต่สามารถเลี้ยงได้เฉพาะปลาดุกที่มีอายุตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไป
- หากเกษตรกรต้องการนำไปเลี้ยงกบ สามารถนำไปเลี้ยงแบบสดๆได้โดยไม่ต้องผสมอะไร ทุกๆเช้า-เย็น แต่สามารถเลี้ยงได้เฉพาะกบที่มีอายุตั้งแต่ 1 เดือนขึ้นไป
     ประโยชน์ของหนอนน้ำหมักชีวภาพยังมีประโยชน์ต่อการเลี้ยงสัตว์เนื่องจากหนอนชนิดนี้มีโปรตีนสูง เป็นหนอนที่เกิดจากการหมักจุลินทรีย์ ช่วยให้สัตว์ที่เลี้ยงมีภูมิคุ้มกันโรค มีระบบขับถ่ายที่ดี เจริญเติบโตเร็ว หากนำไปเลี้ยงกุ้งก้ามแดงจะโตเร็ว มีสุขภาพดีอีกด้วยนอกจากนั้นประโยชน์อีกด้านหนึ่ง คือประโยชน์โดยตรงของน้ำหมักชีวภาพดังกล่าว ซึ่งเมื่อหมักครบ 1 เดือน เกษตรกรสามารถนำน้ำหมักไปใช้เป็นฮอร์โมนสำหรับเร่งการเจริญเติบโตของพืชผักได้ ช่วยให้ผักสวนครัวสวยงามต้นอวบใช้ปรับปรุงบำรุงดินได้ โดยใช้ 4 ช้อนแกงต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นที่ใบและลำต้น หรือรดลงดิน 10 วันต่อครั้ง

8 โรคและปัญหาในการเลี้ยงกุ้งก้ามแดง


8 โรคและปัญหาในการเลี้ยงกุ้งก้ามแดง
1. โรคสนิม

     ในส่วนของกุ้งเครฟิชนั้น จะเกิดเป็น ลักษณะคล้ายมีผงสนิมสีน้ำตาลหรือสีทอง เกาะอยู่ตามตัวสัตว์น้ำ โรคนี้นั้นเกิดจากเชื้อโปรโตซัวร์ เกิดจากเชื้อ Piscinoodinium pillularis ช่วงชีวิตหนึ่งซึ่งต้องอาศัยเกาะติดกับสัตว์น้ำ ในฐานะปรสิต อาศัยสัตว์น้ำ สังเคราะห์แสงได้เช่นเดียวกับพืช ทำให้เรามองเห็นปรสิตดังกล่าวเป็นสีน้ำตาล สีทอง หรือสีคล้ายกับสนิม จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกว่า โรคสนิม
มันสามารถดูซับสารอาหาร จากตัวสัตว์น้ำได้ ทำให้เกิดบาดแผล ติดเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อราแทรกซ้อนได้ นำมาซึ่งสาเหตุการตายที่สำคัญของสัตว์น้ำ สัตว์ น้ำป่วยเป็นโรค จะเซื่องซึม ไม่ค่อยเคลื่อนไหว ไม่กินอาหาร ปัญหาโรคสนิมนี่เกิดได้ ทั้งในปลา และ ในกุ้งครับ นอกจากนี้ ยังมีโรคในกลุ่มของ โรควิบริโอซีส ที่เป็นอันตรายต่อกุ้งเครฟิชได้
อาการ : ตามระยางค์ของกุ้งจะเกิดมีรอยไหม้สีดำเกิดขึ้น จากการที่กุ้งพยายามสร้างเม็ดสี การอักเสบบริเวณตับ ตับอ่อน ตับฝ่อ การกินอาหารลดลงและอาจตายได้ (มีการเกิดระบาดโดยเฉพาะในขณะที่น้ำมีความเค็มสูง = 20-30 ppt.)
สาเหตุของโรค: จากการติดเชื้อวิบริโอ (Vibrio spp.)
     การรักษา
1. ใช้สารเคมีกลุ่มไอโอดีน
2. ใช้ยาในกลุ่มยาปฏิชีวนะ
     การป้องกัน
1. ควบคุมปริมาณอาหารที่ให้อยู่ในระดับเหมาะสม
2. การเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำ และควบคุมปัจจัยต่างๆ ให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ผู้เลี้ยงควรจะรักษาคุณภาพของน้ำให้สะอาดอยู่เสมอ เนื่องจากหากว่าคุณภาพน้ำไม่ดี กุ้งจะลอกคราบไม่ผ่าน และโรคสนิมนี้จะลุกลามเร็วมาก มีอัตราการตายสูง
     วิธีรักษาเบื้องต้น คือ การถ่ายน้ำและเร่งให้กุ้งลอกคราบออกเสีย จากนั้นจึงตักคราบทิ้งทันที เร่งการลอกคราบทำได้โดยการถ่ายน้ำด้วยน้ำที่มีค่า Alkalinity สูงกว่าอยู่ในตู้ หรือปรับน้ำให้มีค่าอยู่ในช่วงที่จะกระตุ้นได้ ( น้ำจืด 80 – 100 ppm น้ำเค็ม 150 – 200 ppm ) หากยังเป็นโรคนี้ขึ้นมาอีกให้ใช้ยา Chioramphenicol 5-7 MG ผสมอาหาร 1 ขีด ให้กินติดต่อกันจนกว่าจะหาย ( ต้องคำนวณปริมาณยารักษาให้เหมาะสม และถูกต้อง ไม่อย่างนั้น จะเกิดอันตรายต่อกุ้งได้ ) โดยปกติแล้วกุ้งที่มีสุขภาพดี และ คุณภาพน้ำเหมาะสม จะลอกคราบเดือนละ 1 – 2 ครั้ง ขึ้นกับชนิดและวัยของกุ้งด้วย ซึ่งถึงแม้ว่ากุ้งจะไม่ค่อยเป็นโรค แต่ถ้าเป็นแล้วจะรุนแรง และ สูญเสียเร็วมาก จึงต้องมีการเอาใจใส่เป็นอย่างดีครับ การดูแลกุ้งเครฟิชให้มีสุขภาพดี ด้วยระบบน้ำที่สะอาด และ อาหารที่มีคุณภาพ จะช่วยป้องกันให้กุ้งมีโอกาศเป็นโรคนี้ น้อยลง



2. โรคหางพอง

     โรคหางพอง เกิดจากน้ําสกปรกครับ ขนาดเปลี่ยนน้ําบ่อย ให้อาหารน้อยๆ น้ํายังเสียได้ วิธีแก้ก็ตัดตรงส่วนที่พองออก แล้วก็นํากุ้งไปแช่น้ําเกลือ 10-15 นาที พอกุ้งลอกคราบก็จะกลับมาปกติเหมือนเดิม



3. ปัญหากุ้งกินกันเอง

     ควรที่จะมีที่หลบให้กุ้งมากๆ ซึ้งเวลาที่กุ้งลอกคราบ กุ้งจะนอนนิ่งถ้าหากไม่มีที่หลบอาจจะโดนกุ้งตัวอื่นจับกินได้
***ถ้าหากกุ้งตายหรือโดนกินจะสังเกตได้จากเม็ดแคลเซียมสีขาวๆที่ตกอยู่ในบ่อโดย 1 ตัว จะมี 2 เม็ดซึ่งสามารถเดาได้เลยว่ากุ้งของเรากินกันไปกี่ตัว ยิ่งเม็ดใหญ่เท่าไหร่แสดงว่ากุ้งที่โดนกินก็ใหญ่เท่านั้น



4. กุ้งนักปีนป่าย

     จากลักษณะของขากุ้งที่เป็นขาที่สามารถคีบได้ จึงทําให้กุ้งสามารถปินป้ายสิ่งต่างๆได้ดีเลยทีเดียว เลยต้องป้องกันด้วยการปิดฝา หรือ ล้อมตาข่ายดักกุ้งไว้ เพื่อที่กุ้งจะได้ ออกไปหนีเที่ยวไม่ได้



5. ปัญหาลูกกุ้งน็อคน้ำ

    เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยมากในช่วงฤดูฝนสําหรับผู้ที่เลี้ยงกุ้งกลางแจ้ง ทําให้น้ําฝนตกลงไปในบ่อกุ้ง สาเหตุของกุ้งน็อคน้ําเกิดจาก น้ําในบ่อเดิมมีน้อยกว่าน้ําฝนที่เติมลงไป ทําให้กุ้งปรับสภาพไม่ทันน็อคน้ําตายไปในที่สุด
     วิธีป้องกัน
- ควรเปิดปั้มมลมแรงๆเพื่อที่จะให้ของเสียที่มากับน้ําฝนแตกตัวออกไป แล้วโมเลกุลของน้ําไปจับกับอ๊อกซิเจนแทน
- ควรมีผ้ายาง หรือ ผ้าใบพลาสติกปิดไว้บ้างเพื่อที่จะลดปริมาณการเพิ่มของน้ําอย่างรวดเร็ว จนกุ้งปรับตัวไม่ทัน
- ควรใส่พื้นน้ําลงไปในบ่อเลี้ยงกุ้งด้วย เพื่อช่วยดูดซับของเสียที่มาจากน้ําฝนแล้วก็ลดแรงกระแทก ขณะฝนตกลงสู้ผิวน้ํา น้ําจะได้ไม่เคลื่อนไหวเร็วเกินไป



6.ปัญหาแม่กุ้งสลัดไข่

     อาจเกิดจากแม่กุ้งคิดว่าไม่ปลอดภัยเลยสลัดไข่ทิ้ง ซึ้งเกิดจาก น้ําไม่สะอาด มีสิ่งรบกวน เช่นกุ้งตัวอื่น แสงที่มากไป เสียงดังไป ควรที่จะจับแยกแม่ไข่ไว้ตัวเดียวในตะกร้า หรือกะละมัง เพื่อที่จะไม่ให้กุ้งตัวอื่นมารบกวน ในขณะที่แม่กุ้งไข่ถ้าไม่จับแยก ก็ไม่ควรเปลี่ยนน้ํา เพราะถ้าอุณหภูมิเปลี่ยนกะทันหันแม่กุ้งอาจสลัดไข่ทิ้งได้ อาหารควรให้วันละ 2-3 เม็ดก็พอ



7. ปัญญหากุ้งลอกคราบไม่ออก

     การลอกคราบไม่ผ่านนั้น อาจเกิดจากมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของน้ํามากเกินไป และอาจเกิดจากตัวกุ้งสะสมสารอาหารไม่เพียงพอ นอกจากอาหารเม็ดสําเร็จรูปแล้ว ก็ควรมีอาหารเสริมให้กุ้งด้วย เพื่อเพิ่มสารอาหารให้กุ้งอีกทางหนึ่ง



8. รับมือเหตุฉุกเฉินยามไฟดับหรือปั้มลมดับ

(ลายมือไม่สวยแค่มองภาพออกก็พอน่ะครับ)
     เราจะหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยสําหรับ ท่านใดที่เลี้ยงกุ้งด้วยปั้มลม หากเกิดเหตุฉุกเฉินไฟดับ หรือปั้มลมดับให้ใช้ตะกร้าคว้ํา หรือ สแลน ตะข่ายสีฟ้า ก็ได้ มาไว้ในบ่อ เพื่อยามฉุกเฉินให้กุ้งได้ปินขึ้นมาหายใจ

Cr : crayfishfarmth.blogspot.com